2006/Jul/09

สำหรับวันนี้ก็จะมาลงในเรื่องของความเชื่อของวิคคานะคะ วิคคาไม่มีกฏ หากแต่วิคคามีแนวทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งวันนี้จะเอาเรื่องนี้มาลงล่ะค่ะ^^

ส่วนความรู้ในเรื่องนี้ก็เอามาจากบอร์ดพี่โอษฐ์อีกเช่นเคย สำหรับความรู้ลงโดยคุณ Merci ค่ะ สำหรับผู้ที่สนใจในวิคคา หรือศาสตร์อื่นๆก็สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.buildboard.com/viewboard.php?id=1161นะคะ^^ลงเลยละกันนะ^^

วิกคาไม่มีหลักคำสอนเป็นข้อๆๆบัญญัติเหมือนศาสนาอื่น
ส่วนมากที่มีจะเป็นธรรมเนียมและแนวทางคร่าวๆของแต่ละกลุ่มมากกว่า ส่วนบุคคลที่คนคว้าและศึกษาตัวคนเดียวก็จะมีความเชื่อโดยส่วนตัว ถ้าจะดูธรรมเนียมก็ต้องไล่กันว่าจะดูของอะไรเช่น
Alexandrian
British Traditionalist
Celtic Wicca
Caledonii (Hecatine)
Dianic
Eclectic
Frost School of Wicca
Gardnerian
Pictish
Seax-Wica (or Saxon) Wicca
Strega
Teutonic (Nordic)
ฯลฯ

เพราะวิกคาแตกขแนงออกมาจากเพแกนหรือคล้ายๆกับ Modern Pagan และมีการแบ่งกลุ่มหลากหลายและมีความชัดเจนในตนเอง หรือกลุ่มวิกคาแท้ real Wicca ซึ่งความเชื่อต่างๆส่วนมากจะเป็นเรื่องของคุณธรรมที่ฝังรากอยู่ในจิตสำนึกอยู่แล้วทั้งนั้น

และถึงจะมีกฏเกณฑ์อะไรออกมาก็ขึ้นอยู่กับความเชื่ออีกนั้นแหละ
แต่โดยส่วนมากจะยึดถือแล้วเชื่อก็เป็นกลุ่มใหญ่เด่นๆก็คือ
An it Harm None, Do What Thou Wilt
อันนี้เท่าที่รู้จักกันก็คือเป็น Rede ของวิกคา เป็นใจความสำคัญนั้นเอง
Rede จะไม่ใช่กฏ แต่ส่วนมากคนที่ยึดถือปฏิบัติจะถือว่าเป็นกฏโดยตนเอง Harm None[การไม่ทำอันตรายใดๆ] กับผู้อื่น สิ่งมีชีวิตร่วมโลกนี้ ทุกสิ่งที่อยู่บนโลกใบนี้ รวมถึงตนเองด้วย


แต่แง่มุมมองของคนเราก็ต่างกันบางคนอาจมองว่าสิ่งที่ตนเองกระทำนั้นไม่เป็นอันตราย แต่อีกคนอาจเห็นว่ามันอัตรายก็ได้จริงมั๊ย?
ดังนั้นเราต้องไตร่ตรองให้แน่ใจในทุกการกระทำความคิดคำพูดทุกๆคำของเรา แต่อะไรที่ใกล้ตัวเท่าไรก็ยิ่งเหมือนจะสังเกตุตัวเองยากเท่านั้น เพื่อป้องกันการสับสนเลยเกิด ข้อยึดถือตามมาอีก 2 คือ

Threefold Return and Karma
กฏแห่งสาม และ กฏแห่งกรรม


กฏแห่งสามเป็นกฏพื้นฐานและเข้าใจได้ง่ายจากชื่อของมันแล้วว่า คุณทำอะไรก็ตามจะส่งผลย้อนเข้าตัวคุณเอง 3 เท่า ไม่ว่าจะร้ายหรือดี
ส่วนกฏแห่งกรรม เป็นข้อที่เกิดจากการกระทำของเราเอง แต่จะไม่ใช่การลงโทษ จะเรียกว่าเป็นการสร้างสมดุลย์ก็ได้ คล้ายๆกับ "บุคคลหว่านพืช เช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว"
สรุปก็คือ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วนั้นเอง แต่ก็ยังมีบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่เชื่อและไม่ปฏิบัติตาม พวกเค้าหาทางจะหลีกหนีกรรม หากต้องการศึกษาวิธีก็หาอ่านได้ใน www.google.com เสริจคำว่า --> Negative Magick and How to Reverse It ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าถ้าจะหนีก็หนีได้ หลบนะหลบได้ แต่เหมือนการผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ สักวันก็หนีไม่พ้นและจะโดนรุม นะคับ ^^


Responsiblity for Your Own Actions
รับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำ


ก็วกกลับมาในหัวข้อเดิมๆ ในเมื่อเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ เราต้องรับผิดชอบทุกการกระทำของตนเอง เพราะคุณเป็นคนเลือกเองว่าจะใช้ชีวิตยัไง และจะกระทำอะไรลงไปบ้างเมื่อมีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นในชีวิตคุณ
สิ่งเหล่านี้มาจากความเชื่อที่ว่า เราเป็นคนเลือก! วิถีชีวิตของเราเอง สภาพแวดล้อมของเราด้วย(รวมถึงพ่อแม่เราด้วย) เราได้เลือกเราก่อนจะเกิดมา ดังนั้นนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะเรียนรู้ชีวิต เป็นบทเรียนที่จิตวิญญาณของพวกเราเลือกเองว่าควรจะได้เรียนรู้ในร่างในชาตินี้
นั้นทำให้เข้าข่ายว่าเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ มาที่นี้เพื่อรู้จักเติบโต มีความรัก และมีความสุขที่ได้ทำมัน และเราจะไม่ศรัทธาในมารใดๆที่ยุยงให้เราทำสิ่งที่ผิดพลาด และเมื่อเราทำสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว ไม่ใช่แค่กล่าวคำว่า "ขอโทษ" "เสียใจ" แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นมาได้ อย่างน้อยควรกล่าวขอโทษเค้าอย่างจิงใจละ แล้วก็ลองถามเค้าตรงๆว่าพอจะมีอะไรให้ชดใช้ไหม ยังไงก็ตามการทำผิดก็ช่วยสอนให้เราค้นพบทางที่ถูกต้องเรื่อยๆขึ้นไป


Reincarnation
การกลับชาติมาเกิดใหม่


คงไม่ต้องอธิบายมากก็คงเข้าใจได้จากหัวข้อ วิกคาส่วนมากจะเชื่อในการกลับชาติมาเกิดใหม่ในบางรูปแบบ ไม่ทุกคนที่เชื่อว่าวิญญาณของเราสามารถกลับมาเกิดใหม่ในรูปของสัตว์หรือพืชได้ บางคนเชื่อว่าสามารถมาเกิดแค่ในรูปของมนุษย์ ซึ่งก็ยังเป็นที่ถกเถียงกัน แต่เราเชื่อว่าเราต้องกลับมาๆๆๆ อีกครั้งแล้วก็อีกครั้ง เพื่อเรียนรู้บทเรียนของชีวิตบนโลกใบนี้ ในธรรมชาติก็มีวัฐจักรของมันเอง คือการตายแล้วก็เกิดใหม่เรื่อยๆ เหมือนเช่นดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาแล้วก็เติบโตใหม่ปีต่อปี หรือท้องทะเลที่ระเหยไปเป็นก้อนเมฆ และตกลงมาเป็นฝน ลงมาเป็นแม่น้ำ แล้วไหลย้อนกลับลงสู่ทะเลดังเดิม ธรรมชาติสอนให้เรารู้ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะดับสูญไปอย่างสมบูรณ์ แต่ยังคงมีการเกิดกลับมาใหม่เรื่อยๆ ซึ่งบางทีอาจเป็นในรูปแบบอื่น ดั้งนั้นความตายของพวกเราจะไม่เจ็บปวดสักเท่าไร เพราะเราเชื่อว่า เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันและได้รักคนที่เรารักคนเดิมอีกครั้ง พวกเราจะคิดถึงเค้าในช่วงเวลาหนึ่ง และเมื่อเวลามาถึง ก็จะได้พบกันอีกครั้ง

Duality of Deity


หมายถึงว่าเราศรัทธาในรูปแบบพลังของเพศชายและหญิงในเทพเจ้า ทั้งเทพ และเทวี ซึ่งทำให้เราลองมองกลับมาในธรรมชาติอีกครั้งที่เห็นการสรรค์สร้างชีวิตโดยพลังของเพศหญิงและชาย ไม่มีสิ่งใดเลวร้ายไปหมดและไม่มีสิ่งใดดีไปทั้งหมด เทพเจ้าก็มีพลังการสร้างสรรค์อยู่พอๆกับพลังการทำลาย ไม่มีสิ่งใหม่ๆสิ่งใดที่จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยปราศจากการทำลายและสูญเสียสิ่งเดิมซะก่อน นี้เรียกได้ว่าเป็นสมดุลย์ของจักรวาล ดังเช่นที่นักวิทยศาสตร์กล่าวว่าสสารและพลังงานจะไม่มีวันสูญสลายแต่เพียงจะเปลี่ยนรูปจากแบบหนึ่งไปเป็นอีกแบบหนึ่ง อะไรจะดีจะร้ายก็ขึ้นอยู่กับการลงความเห็นของเรา จะเป็นการสร้างสรรค์หรือทำลายก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของคน เทพเจ้าของพวกเราก็มีพลังทั้งสองแบบนี้ ไม่มีสิ่งใดจะเลวร้ายไปหมดหรือดีไปทั้งหมด
มีเพียงแค่ 'หนึ่งเดียวทั้งมวล'

All Gods Are One God, All Goddesses Are Also One
เราอาจได้ยินชื่อของเทพเทวีมากมายจากวิกคา แต่!! โดยแท้จริงแล้ว พวกเราไม่แบ่งแยกวิหารสถิตของบรรพบุรุษทั้งเทพและเทวี โดยลึกๆข้างในทราบดีว่าเทพเทวีทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียว


ลองยกตัวอย่างให้ฟัง
สมมุติคุนอาจจะเป็นเพื่อน เป็นนักเรียน พี่สาว ลูกสาว หรือแฟน คุณมีบทบาทหน้าที่ต่างๆกันในแต่ละแบบให้กับแต่ละบุคคล แต่ยังไงคุณก็ยังเป็นคนๆเดียวกันนี้เอง คุณแค่มีชื่อเรียกซึ่งแล้วแต่สถานะที่อ้างขึ้นมาจะเรียกคุณให้แตกต่างกัน ดังนั้นเทพและเทวีคือหนึ่งเดียว อาจจะเรียกชื่อหรือคุณลักษณะของท่านในหลายรูปแบบแล้วแต่ครั้ง แล้วแต่เหตุการณ์ แต่ก็คือส่วนเล็กๆ

Deity As Immanent
การดำรงอยู่ทุกหนทุกแห่งหมายถึง เทพเทวีก็อยู่ข้างในเรานี้เอง ข้างในทั้งหมดของพวกเรา และอยู่ข้างในทั้งมวลของธรรมชาติ นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราเคราพธรรมชาติ
เฮเลนได้เขียนไว้ว่า "Thou art God" และ "Thou art Goddess"
นั้นหมายความว่าท่านคือเทพและท่านคือเทวี
ซึ่งมีความหมายเดียวกันคือเทพเทวีอยู่ในพวกเรา เราเป็นคล้ายๆร่างจุติของเทพ

Sacredness of All Life


ถ้าเทพเจ้าสถิตอยู่ในทุกทรัพชีวิต ดังนั้นทุกชีวิตจึงเป็นสิ่งศักดิ๋สิทธิ์
ถามว่าพวกเรานั้นอดอยากหิวโหยหรือไม่? ผู้ที่นับถือมารดาแห่งธรรมชาติจะไม่อดอยาก แต่พวกเค้าจะแสดงความนับถือและบูชาเคราพต่อสิ่งที่เค้ากินและสิ่งที่ทำให้อยู่รอด
หากคุนเคยกินไก่ตุ๋น ไก่นั้นก็ไม่ได้เกิดมาจากซุปเปอร์มาเก็ต แต่เกิดมาจากไก่อีกตัว มันเคยมีชีวิตแต่ต้องสละชีวิตไป ดังนั้นคุนต้องกินมันเพื่อมีชีวิต แต่ต้องเคราพต่อชีวิตที่เสียสละให้เรา อย่างน้อยก็ตั้งจิตนิ่งสงบสักครู่ก่อนจะกิน
และคุนเคยกินสลัดไหม? สลัดผักก็ไม่ได้เกิดจากถุงพลาสติก แต่ดำรงชีพอยู่ในธรรมชาติเป็นพืชที่เติบโต อย่าลืมว่าพืชพันธ์ก็เป็นสิ่งที่เทพเทวีสรรค์สร้างขึ้นเพื่อพวกเราดังนั้นสมควรจะได้รับการเห็นคุณค่าและคำขอบคุณจากการเสียสละของมัน การให้เกียรติเป็นวิธีง่ายๆเพื่อแสดงความขอบคุณ หรือรดน้ำต้นไม้ที่เห็นอยู่ข้างถนนแบบเหี่ยวๆและรู้สึกว่ามันอยากจะได้น้ำ หรืออาจจะเก็บขยะตามพื้นที่คนไม่มีความระมัดระวังทำตกไว้ การให้เกียรติพื้นแผ่นดินและโลกใบนี้ดุจดังมารดาของเราเป็นสิ่งที่พูดมาตลอดทั้งหัวข้อนี้

ปล. ความเชื่อไม่ใช่กฏที่ทุกคนจะปฏิบัติ แต่เป็นแนวทางการดำรงอยู่ของชีวิต

Reverence and Mirth ~การบูชาและรื่นเริง~


นี้เป็นเหมือนคติพจน์ของเรา การแสดงความเคราพบูชานั้นควรจะมีสมดุลย์อยู่ที่ความรื่นเริงด้วย ถ้าขาดสมดุลย์ตรงนี้ไปชีวิตคุณจะตึงเครียดเกินไปหรือไม่ก็เหลาะแหละไปเลย
The "Charge of the Goddess" ได้กล่าวไว้ถึงความสมดุลย์ของชีวิตและเมื่อมีชีวิตก็ใช้ชีวิตให้เต็มที่ และมีความสุข
ความสุขอันล้นพ้นไม่ใช่บาปสำหรับวิกคา ดังนั้นอะไรก็ตามที่ทำให้คุนมีความสุขก็ควรจะยึดมั่นเอาไว้
[โดยส่วนตัวแล้วก็คิดว่า การทรมานร่างกายให้ทุกข์ตรมก็ไม่ใช่การหลุดพ้นจากบาป แต่ความสุขที่แท้จริงคืออะไร ควรจะยึดมั่นเอาไว้ ความสุขที่แท้จริงนั้นไม่ใช่มาจากกิเลสโดยที่เดียว ]

Honor the Sabbats


วิกคานส่วนมากจะเฉลิมฉลองแด่เทศกาลSabbatทั้งแปดของปี แต่มีบางธรรมเนียมก็ยึดแค่ 4 Sabbat หลัก
คำว่า "Sabbat" นั้นได้มาจากบาบิโลน และหมายถึง "heart's rest"
แต่ธรรมเนียมธรรมดาของเรานั้นนับถือทั้งแปดเลย
และเราจะไม่ทำพิธีหรือร่ายคาถาใดๆเพื่อประโยชน์ส่วนตัวในวันเหล่านี้ เพราะเรายังมีอีก 357 วันที่เหลือ เพื่อจะทำอะไรที่ต้องการจะทำ
ในวันเหล่านี้เราจะบูชาลอร์ดเลดี้หรือเทพเทวี และเฉลิมฉลองกับฤดูกาลที่แปรผันเข้ามาในขณะนั้น และก็เชี่อมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน
ดังนั้นเราจะเฉลิมฉลองฤดูกาลโดยบูชาเทพเทวีเพื่อการเกษตรกรรม
เพราะฤดูกาลมีผลต่อการเกษตร ซึ่งประเทศและพื้นแผ่นดินที่เราเหยียบย่ำอยู่จะขาดความอุดมสมบูรณ์หากไร้ซึ่งฤดูกาลที่ดี
ทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมมีฤดูกาลและช่วงจังหวะที่ดีของมันเอง

ยังมีอีก แต่ก็ เป็นข้อคิดที่ได้จากที่พูดไปแล้ว

Knowledge Is Power

Energy Follows Thought

Witches Greatest Tool Is Observation

"What you feed grows, what you starve, dies."


May Goddess Bless You On Your Path

ขอบคุณข้อมูลที่ได้ศึกษาจาก ladybridget@comcast.net

---------------------------------------------------------------

เป็นไงกันบ้างคะ>.< สำหรับข้อมูลที่เรานำมา สงสัยยังไงก็ถามได้นะคะ เบื่อกันแล้วยังเนี่ย *-* อย่าเพิ่งเบื่อเลยน๊า>.< วันนี้ก็ไปก่อนนะคะ^^ โอกาสหน้าเจอกันใหม่ค่ะ(อย่างกะพิธีกรเลยเรา = =")

Blessed be


edit @ 2006/07/10 20:48:22

2006/Jul/06

ไม่ได้ลงนานเลย แหะๆ^^ จะปีได้แล้วมั้งนะ (หรือเลยแล้วหว่า = =") พอดีขี้เกียจ+อารมณ์เสียที่พอลงแล้วมันหายอ่ะค่ะ เลยหายไปนานเลย^^;(รุสึกจาเป็นอย่างแรกมากกว่าแฮะ = =")

ค่ะ สำหรับวันนี้ก็ขอลงเรื่อง The Love Pentagram น๊า ก็เอามาจากบอร์ดท่านโอษฐ์อีกเช่นเคย^^; โพสโดยคุณ MasThander ค่ะ ใครสนใจสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://www.buildboard.com/viewboard.php?id=1161

เริ่มเลยละกานน๊า^^

ตำนานเพนทาแกรมจากราก Celti-Wicca

เหล่าเพแกนทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า ทุกวันนี้พวกเราใช้เพนทาแกรทในบทบาทหน้าที่ต่างๆกันมากมายตาม จุดประสงค์ สายความเชื่อ และ ที่มาต่างๆที่เรียนรู้กันมาจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่มากมาก
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ศาสตร์การใช้วงเวท การร่ายคาถา ทำพิธีกรรมต่างๆ เครื่องราง การแสดงตัว สัญลักษณ์ หรือแม้กระทั่งการฝึกป้องกันตัวทางจิต(Blue Pentacal) ซึ่งกล่าวไว้ใน Wicca Rede ไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน

แต่ในขนาดที่กาลเวลาในโลกเราได้ผ่านไป ประวัติศาสตร์และระบบสังคมของโลกเปลี่ยนไปตามกระแสของการใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์อยู่แสนนานอย่างไม่มีวันหยุด
ศาสตร์ ความรู้ และที่มาอันเก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งของเพนทาแกรม ก็ค่อยๆเลือนลางออกไปจากพวกเราอย่างน่าเศร้า เหมือนกันที่เกิดกับศาสตร์อื่นๆที่ผ่านกาลเวลามานานแสนนานอยู่ทุกวันนี้
เราก็เลยอยากใช้โอกาศนี้ ขอบอกกล่าวที่มาที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งของเพนทาแกรมที่เราศึกษามาให้ได้ความรู้กัน...

The magical legend of Love Pentagram
เมื่อก่อนนานมาแล้ว ก่อนที่มนุษย์เราจะรู้จักกาลเวลาและศาสตร์ ก่อนที่ทุกๆอย่างจะรู้จักความหมายของจุดจบ
เทวีแห่งเพแกนผู้ซึ่งไม่เคยได้รู้รสรักมาก่อนเลยสักครั้ง เธอนั้นเป็นผู้ซึ่งแก้ปริศนาและหาคำตอบอันลี้ลับต่างๆได้หมดในทุกๆศาสตร์ที่มีในกาลเวลานั้นได้
แต่เธอเองก็มีความปรารถนาอันสูงสุดอยู่อีกย่างหนึ่ง ก็คือการขอคำตอบอันลี้ลับแห่งความตาย เธอจึงตัดสินใจที่จะเดินทางที่ยังที่ๆความตายเริ่มขึ้นและจบลง ที่ๆเป็นที่เดียวสำหรับจุดจบของทุกชีวิต Nether Lands ดินแดนแห่งความตาย

เมื่อเธอเดินทางไปถึงที่หมาย ผู้เฝ้าดินแดนแห่งนั้นก็ลองใจเธอ โดยการท้าทายให้เธอถอดเครื่องทรง เครื่องบรรณาการ เครื่องประดับ อาภร และทุกๆสิ่งที่เธอสวมใส่มาออกให้หมด ก่อนที่จะได้รับอนุญาติให้เข้าไปในดินแดนแห่งความตายได้
และเธอก็ทำตาม..
จากนั้นผู้เฝ้าดินแดนก็มัดมือของเธอไว้ เหมือนกับที่ต้องทำกับทุกๆคนที่ต้องผ่านเข้าไป (ซึ่งเป็นพิธีการเก่าแก่ของชาวเซลที่จะมัดศพของผู้ตายก่อนฝังเช่นกัน)

เมื่อผู้เฝ้าโลกแห่งความตายมัดเธอแล้ว และขนาดนำพาตัวเธอเข้าไปในดินแดน เค้าก็ต้องยอมแพ้อย่างสิ้นเชิงกับความงามและความบริสุทของเธอในที่สุด
ผู้เฝ้ากล่าวกลับเทวีว่า
"ขอถวายคำอวยพรแด่ท่านผู้งดงาม ขออวยพรแด่พระบาทของท่าน ที่นำท่านมาในที่แห่งนี้กับข้า โปรดอภัยข้าด้วยในสิ่งที่ข้าต้องทำลงไป โปรดอยู่กับข้าที่นี่เถิด โปรดอนุญาติให้ข้าวางมือเย็นๆอันไร้ค่าของข้าลงบนดวงใจของท่าน และเราจะอยู่ด้วยกันที่นี่ตลอดไป" แล้วเค้าก็จูบลงที่เท้าของเทวี

แล้วเทวีก็ตอบว่า "ข้อปรารถนาไม่ให้เจ้าทำเยี่ยงนั้น แต่ข้าประสงค์ให้เจ้าตอบคำถามข้าอย่างนึง ข้าสงสัยว่าทำไมเจ้าจึงต้องสาปแช่งให้ทุกสิ่งที่ข้ารักบนโลกต้องเหี่ยวเฉาและตายจากข้าไป"

ผู้เฝ้าตอบ "แด่เทวี นั้นหาใช่คำสาปไม่ ทั้ง อายุกาล และ เคราะกรรมแห่งความตาย ของคนทุกคนนั้นอยู่นอกเหนือเนื้อมือของเข้าเช่นกัน แม้แต่ความตายเองอย่างข้าก็ไม่สามารถควบคุมความตายได้ แต่หน้าที่ของข้าที่ข้าทำได้และต้องทำก็คือ มอบความสงบและความสุขสุดท้าย อันเป็นนิรันดร์ในดินแดนแห่งนี้ ให้กับทุกผู้ที่ผ่านความตายแล้วมาเจอข้า ณ ที่นี่ และหลังจากการพักอันยาวนานที่ข้าให้พวกเค้า ข้าก็ประสงค์ที่จะให้กำลังใจแด่วิญญาณที่สงบแล้วอีกครั้ง เพื่อให้พวกเค้ากลับไปที่โลกของมนุษย์อีกครั้ง แล้วไปเรียนรู้ชีวิตใหม่อีกครั้ง
ส่วนผู้ที่มีปัญญาเป็นความงดงามในใจเป็นเลิศแล้ว จะต้องอยู่กับข้าที่นี่ตลอดไป"

จากนั้นเทวีก็กล่าวตอบว่า "แต่ข้อไม่ประสงค์ให้เจ้าทำแบบนั้น แม้แต่กับข้าเอง"

แล้วผู้เฝ้าโลกแห่งความตายก็ตอบอย่างละอายใจว่า "ข้าทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้ หากท่านปฏิเสทมือของข้าที่จะนำมาซึ่งความอยู่รอดในที่แห่งนี้ที่ข้าประสงค์จะมอบให้แก่ท่าน ท่านจะต้องได้รับรสความเจ็บปวดอันเป็นนิรันดร์แห่งความตายแทน"

จากนั้นเธอก็คุกเข่าลงกับพื้นและกล่าวว่า "ให้ข้ารับชะตากรรมแห่งรสความตายของข้าซะยังจะเป็นดีกว่า จงทำไปเถิดถ้าท่านต้องทำ"
และเธอก็โดนรสแห่งความตายอันยาวนานเยี่ยงนิรันดรทรมารจะต้องหมอบลงกับธรพีอันเย็นเฉียบ แล้วร้องออกมาว่า "ข้ารับรู้ได้ถึงรู้สึกของความเจ็บปวดแห่งความรัก!"

ผู้เฝ้าเห็นดังนั้นก็เคารพในตัวเทวีมากขึ้นไปอีก ในความซื่อสัตย์และมุมานะของเธอ แล้วเค้าก็กล่าวว่า "ขอให้พรทั้งหมดแด่องค์เทวี ผู้เป็นคนเดียวและคนแรกที่สามารถฝ่าฝันความร้อนรนแห่งความตายอันแสนทรมารมาได้ด้วยใจอันเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์แห่งความรักและความปราชเปรื่อง"

จากนั้นผู้เฝ้าโลกแห่งความตายก็ให้กำนัลแด่เทวีโดยการมอบความรู้ และศาสตร์ลึกลับมากมายอันยากนักที่จะหยั่งถึงทั้งหมดแก่เทวีด้วยความรักที่แท้จริง และสุดท้ายเค้าทั้งสองก็รักกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน

หลังจากที่เทวีได้กลับไปยังที่ของเธออีกครั้งในภพใหม่ เธอก็รู้สึกถึงสามสิ่งที่สำคัญที่สุดในวงจรของการมีชีวิตซึ่งก็คือ ความรัก ความตาย และ การรำลึกแห่งการกลับมาในชีวิตใหม่

เมื่อเธอรำลึกได้ดังนั้นเธอจึงบอกออกมาว่า
"วิถีแห่งความเป็นไป มันเป็นไปของมันดีอยู่แล้ว สำหรับการเติมเต็มความรัก เจ้าจงกลับสู่วงจรชีวิตอีกครั้งเพื่อการรำลึกในความรักที่เจ้าเคยมีมา เจ้าจงหามันให้เจออีกครั้ง และจำมันไปชั่วนิรันดร์"

"แต่การกลับไปในที่ๆเคยเป็นไปเพื่อหาสิ่งๆนั้น เจ้าจะต้องรำลึกในความรู้ที่ข้าได้มาจากรักของข้าในกาลก่อนให้ดี....
วงจรนั้นเป็นไปตามทางของมันอย่าได้ฝืน ก่อนจะกลับเจ้าต้องจาก และเตรียมพร้อมที่จะเจอกับสิ่งใหม่ ก่อนจะตายเจ้าต้องเกิด และเมื่อปราศจากความรักแล้วเจ้าย่อมไม่มีทางได้รู้จักความหมายของการ กำเนิดมา ทุกอย่างเป็นทางของมัน
ขอพรจงมาแด่เจ้า"

จากนั้นเธอก็กางแขนและขาของเธอออก แล้วเปล่งแสงอันบริสุทและสว่างจ้าออกมา ก่อกำเนิดซึ่งรูปร่างของ เพนทาแกรม อันสวยงามไร้ที่ติ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ ความเป็นมนุษย์ ความสื่อสัตย์ ความรู้ การรำลึก และแน่นอน ความรักเหนือสุด ที่เธอได้เรียนรู้มา และให้ทุกคนบนโลกได้เห็นและจดจำกันในที่นี้ จวบจนทุกวันนี้และตลอดไป The Love Pentagram

***ตำนานนี้อ้างอิ้งจากหนังสือที่เชื่อถือได้หลายเล่ม เช่น The meaning of witchcraft และ Drawimg down with the Moon ซึ่งล้วนมีการใช้ที่มาในตำนานนี้จากกลุ่มวิคคาที่เก่าแก่ที่สุดเช่น Celtic Wicca
***สะกดผิดหรือกล่าวไม่รู้เรื่องประการใด ขออภัยด้วย

The Love Pentagram เป็นตำนานที่เกือบจะถูกลืมไปแล้วในยุคสมัยนี้
แต่สำหรับผู้ที่เป็น Celtic wicca หรือผู้ที่อยู่ใน coven ที่สืบสารศาสตร์ความรู้และธรรมเนียมมาในสายเลือดครอบครัว โดยมี BOS ที่ตายตัวและตกทอดกันมาเป้นรุ่นๆ ย่อมรู้จัก Love Pentagram เป็นอย่างดี

โดยมากแล้ว Love Pentagram จะมีส่วนร่วมในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังของเทวี โดยเฉพาะ พิธีกรรมผูกมัดแต่งงานแบบเพแกน แล้วการฉลองการตั้งท้องของเทวีในวันซับบาท
ส่วนใหญ่จะเป็นการสวดและใช้ตัวแสดงแทนในพิธีกรรมดังกล่าว เพื่อเป้นการรำลึกถึงตำนานนี้ระหว่างพิธกรรม
บ้างมีการใช้ Love Pentagram ในเรื่องของการฝึก Dream Travelling ซึ่งตัว Love Pentagram นี้จะมีบทบาทมากในเรื่องการเสริมพลังของจิตใต้สำนึกในขนาดที่ฝัน เพื่อประสงค์ในการ ระลึกชาติ

ขอความรักจงมาสู่ปัญญาแห่งทุกท่าน
Merry Part,
MasThander

--------------------------------------------------------

ค่ะ เป็นยังไงกันบ้างคะ^^ ถ้ามีอะไรสงสัยก็ถามได้นะคะ ถ้าหากเรารู้จะตอบค่ะ แต่ถ้าไม่รู้ ก็จะไปหาคำตอบมาให้ได้เลย^^ ไปล่ะค่ะ

พลังจงมีแด่ท่าน


edit @ 2006/07/07 15:43:33
edit @ 2006/07/10 20:47:56

2005/Oct/16

วันนี้เราก็จะนำเอาวันสำคัญอีกอย่างที่ควรจะให้ความสำคัญไม่แพ้วันซาบบาท ข้อมูลในเรื่องนี้เราก็ได้นำมาจากบอร์ดท่านโอษอ่านะคะคนโพสคือคนMerciเอาเป็นว่าถ้าใครสนใจสามารถเข้าไปดูได้ใน http://www.buildboard.com/viewforum.php?forum=10521&start=0&id=1161 ค่ะ เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยนะ

เป็นที่ยอมรับกันว่าพระจันทร์นั้นมีพลังมากมาย และควรจะให้ความสำคัญเทียบเท่ากัน sabbat ของวิกคา ซึ่งเราจึงนิยมทำพิธีกรรมจันทรากันด้วย

เป็นเทศกาลที่เพื่อแสดงความเคราพและศรัทธาแด่เทพีหลักองค์สำคัญๆ เพื่อสมดุลย์กับ sabbbat ซึ่งเป็นพิธีเพื่อแสดงศรัทธาแด่เหล่าทวยเทพ แต่คุณอาจสังเกตุได้ว่าsabbatก็มีองค์เทวีมาเกี่ยวข้อง เพราะเราก็อัญเชิญได้


ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถอัญเชิญเทพมาระหว่างพิธีจันทรา พิธีนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับพระจันทร์ เมื่อsabbat มีความเกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์ หรือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล

มนตราสามารถจะใช้เจาะจงลงไปในระหว่างพิธีได้ และเพแกนบางคนเชื่อว่าการทำพิธีเวทมนตร์ระหว่างเวลาจะทำให้วัฏจักรของพระจันทร์นั้นลงตัวและเป็นไปอย่างนั้นตลอดไป


อะไรคือสิ่งสำคัญที่คุณจะตั้งสินใจทำตั้งแต่เริ่มจนจบ ปล่อยให้เป็นไปด้วยพลังแห่งเทพและเทวีที่จะมอบพลังงานให้และการเลือกก็คือสิ่งสำคัญ เราจะไม่ระมัดระวังไม่ได้ เพราะพิธีทุกอย่างมีผลต่อธรรมชาติเช่นกัน

เทศกาลจันทรานั้นถูกกำลังเจาะจงลงไปกับช่วงของพระจันทร์และเกี่ยวเนื่องกันดังนี้


-New Moon Energy
ใช้สำหรับสิ่งใหม่ๆที่จะเกิดขึ้น การรักษาและอวยพรกับโปรเจคใหม่ของคุณหรืองานเสื่ยงๆทั้งหลาย และเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่จะน่านำอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีอันใหม่ของคุณมาชำระ

-พระจันทร์ข้างขึ้น
เป็นช่วงเวลาระหว่าง Newmoon กับ พระจันทร์เต็มดวง
ใช้สำหรับมนตราดึงดูดชักจูงทั้งหลาย มนตรารัก เวทย์ปกป้องหรือรักษาแด่คู่รัก

-พระจันทร์เต็มดวง
ขับไล่สิ่งไม่ดีที่มีอิทธิพลในชีวิต ทำพิธีปกป้องเต็มรูปแบบหรือทำนายสิ่งต่างๆ
พิธีฟลูมูน สามารถทำก่อนวันจริง 3 วันได้ และ 3 วันหลังได้
เช่น เต็มดวงวันที่ 21 ก็จะทำพิธีวันที่ 18 19 20 21 22 23 24 ได้หมดเลย

-พระจันทร์ข้างแรม
เป็นช่วงเวลาระหว่างฟลูมูนกับคืนเดือนมืด
ใช้ในการขับไล่สิ่งไม่ดี หรือพลังงานไม่ดี ปฏิเสธในอะไรที่ไปในทางที่ไม่ดี
อารมณ์ร้าย / โรคภัย / อาการป่วย และนิสัยที่ไม่ดี
สามารถชำระล้างได้ สามารถทำพิธีได้ดีในช่วงเวลานี้

-คืนเดือนมืด
เป็นคืนก่อน Newmoon 3 วัน
เป็นคืนที่จะไม่เห็นแสงจันทร์เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว
ไม่มีพิธีอะไรสำคัญ ควรนั่งทบทวนตัวเอง แต่ทำพิธี Newmoon ในช่วงนี้ได้
เพราะเป็น 3 วันก่อน

----------------------------------------------------------------------------------------------

แหะๆ^^; เมื่อานไม่ได้อัพเพราะว่ากำลังเลือกเรื่องอยู่ - -" เลือกไปเลือกมาต้องไปบ้านเพื่อนซะแระ วันนี้เลยเอามาลงแล้วนะคะ ใครอยากรู้เรื่องอะไรก็โพสไว้ได้น๊า ถ้าไม่ลำบากเกินไปจะหามาให้ค่ะ^^